Last updated: 28 เม.ย 2569 | 5 จำนวนผู้เข้าชม |
โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis) หรือที่คนไทยมักเรียกว่า "โรคไข้ดิน" เป็นโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงแต่สามารถป้องกันและรักษาได้ หากตรวจพบทันท่วงที
1. สาเหตุและการติดต่อ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Burkholderia pseudomallei ซึ่งอาศัยอยู่ใน ดินและน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม
- การเข้าสู่ร่างกาย ผ่านทางบาดแผลหรือผิวหนังที่ถลอก (พบบ่อยที่สุด)
- การดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ
- การสูดดมฝุ่นละอองจากดินที่มีเชื้อเข้าไป
2. อาการของโรค
อาการมีความหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อไปสะสมอยู่ที่อวัยวะใด แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบหลัก:
ติดเชื้อที่ผิวหนัง : มีอาการบวม แดง เป็นหนอง หรือฝีบริเวณบาดแผล
ติดเชื้อที่ปอด : มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก อาการคล้ายปอดบวม
ติดเชื้อในกระแสเลือด : เป็นภาวะที่รุนแรงที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาการช็อก ความดันต่ำ และอาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
ติดเชื้อเฉพาะที่ในอวัยวะอื่น : เช่น ฝีในตับ ฝีในม้าม หรือการอักเสบที่ต่อมน้ำลาย
3. กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
เชื้อนี้คนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรงอาจติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการรุนแรง แต่จะอันตรายมากในกลุ่ม
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดและมักมีอาการรุนแรง)
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือทานยากดภูมิ
- เกษตรกรที่ต้องสัมผัสดินและน้ำเป็นเวลานาน
4. วิธีการป้องกัน
หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำโดยตรง : หากต้องลงทุ่งนาหรือลุยน้ำขัง ควรใส่รองเท้าบูทและถุงมือยาง
ดูแลบาดแผล: หากมีบาดแผลควรล้างให้สะอาดทันที และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินหรือน้ำจนกว่าแผลจะหาย
ดื่มน้ำสะอาด : ควรดื่มน้ำที่ต้มสุกหรือน้ำดื่มที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว
สังเกตอาการ : หากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2-3 วัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงหรือมีประวัติลุยโคลนลุยน้ำมา ให้รีบพบแพทย์ทันที
ข้อควรระวัง : โรคนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือปอดบวมทั่วไป เนื่องด้วยอาการเบื้องต้นที่คล้ายคลึงกัน การแจ้งประวัติการทำงานหรือการสัมผัสดิน/น้ำให้แพทย์ทราบจึงสำคัญมากในการวินิจฉัย
หน้าฝนนี้อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยนะ
พอสตัวช่วยดีๆ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
27 เม.ย 2569
13 พ.ค. 2564
27 เม.ย 2569